แกงเผ็ดเป็ดย่าง : Red curry with roast duck

แกงเผ็ดเป็ดย่าง (เวอร์ชันเป็ดย่างแท้ๆ)
 Red curry with roasted duck


         มาอีกแล้วค่ะ แกงเผ็ดเป็ดย่าง จากที่บล๊อกก่อนหน้านี้เคยลงไว้รอบนึงแล้ว แต่ครั้งนั้นเป็นแกงเผ็ดเป็ดพะโล้ซะมากกว่า เหอๆ แถมรูปก็มืดๆไม่สวยอีก ก็เลยขอแก้มือค่ะ แต่ใช่ว่าจะอยากแก้มือเลยไปซื้อเป็ดย่างมาเพื่อการนี้นะคะ ก็วันนี้ไหว้เช้งเม้งนี่ค่ะ เลยมีป็ดย่าง 1 ตัว เห็นของไหว้ปั๊บตาโตเลย แหม ก็เพราะจะได้เวลา Revenge of red curry with roasted duck นั่นแหละ เอิ๊กๆ แล้วรู้ไหมค่ะว่า ผลวิจัยล่าสุดจากมหาบัณฑิต สาขาพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า 22 ตำรับอาหารไทยช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งได้ และ “แกงเผ็ดเป็ดย่าง” ก็เป็น 1 ในเมนูอาหารที่สามารถต้านมะเร็งได้ค่ะ แหล่มแจ่มแมวเลยนะได้รู้อย่างนี้ 


          ผลการแก้มือก็ออกมาดีสมความตั้งใจค่ะ ไม่ได้ชมตัวเองนะคะ แต่เพราะตักแบ่งไปให้บ้านน้าซึ่งมีแขกพอดี เขาชิมแล้วก็ชมกัน เราก็หน้าบานไป อิอิ จริงๆจะทำแค่ครึ่งตัวค่ะ แต่หลังจากตักไปให้หลายๆบ้านก็เลยต้องกลับมาเติมอีกครึ่งตัวไว้ทานเองเนี่ยแหละ เป็ดย่างก็เลยหมดในเมนูเดียว จริงๆตั้งใจจะเก็บไว้ทำบะหมี่หน้าเป็ดด้วย แต่ไม่เป็นไรค่ะ ชอบเวลาน้าๆพี่ๆได้กินอาหารฝีมือเรามากกว่า มันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ มาดูวิธีทำครั้งนี้กัน ไม่ต่างจากคราวก่อนมากหรออกค่ะ ต่างที่ลำดับการใส่นิดหน่อยเอง 

ส่วนประกอบ

เป็ดย่าง 1/2 ตัว
พริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะพูน
กะทิ 1 กล่อง(500 มล.)
มะเขือ 5 ลูก
มะเขือเทศสีดา 7 ลูก
สัปปะรดหรือผลไม้รสเปรี้ยว 1 ชิ้นขนาดกลาง
ใบโหระพา 1 ต้นใหญ่
พริกชี้ฟ้าเขียวแดง 4 เม็ด
น้ำสะอาด/น้ำตาลมะพร้าว/น้ำปลา/เกลือ/ซุปไก่ก้อน/ซุปผงรสไก่


  1.       เริ่มจากจัดการเป็ดค่ะ สัปเอาแขนขาเป็ดแยกออกไปก่อน (เป็ดมีแขนด้วยหรอเรา 55+) ส่วนของตีนเป็ดแข็งๆก็แยกออกไปเลยค่ะ ไม่เอามาใช้จะดีกว่า แล้วก็แบ่ง1/2ตัว สับเป็นชิ้นพอคำไม่เล็กมากเกินไปค่ะ เดี๋ยวเละ เลาะกระดูกออกซะจะได้ทานง่ายๆ
  2. ล้างมะเขือ มะเขือเทศและสัปปะรด หั่นมะเขือผ่า 4 หรือตามขนาดที่พอเหมาะแช่น้ำเกลือไว้จะได้ไม่ดำนะคะ(วันนี้ใช้หั่นลงหม้อเลยค่ะ ขี้เกียจแช่เกลือ) มะเขือเทศเด็ดขั้วออก พักไว้ ส่วนสัปปะรดก็หั่นเป็นชิ้นเล็กๆพอดีๆ กะให้ขนาดพอดีกับมะเขือเทศอ่ะค่ะ อย่าให้เล็กเกินไป (ควรเป็นสัปปะรดอมเปรี้ยวมากสักหน่อยนะคะ) พริกก็จับหั่นแฉลบๆบางๆไว้ สุดท้ายก็เด็ดใบโหระพารอไว้
  3. ตั้งหม้อค่ะ ใส่น้ำมันพืชลงไป2 ช้อนโต๊ะ แล้วเอาพริกแกงลงไปผัด ใครชอบเผ็ดจะใส่มากกว่านี้ก็ไม่ว่ากันค่ะ  ผัดจนพริกแกงหอมแตะจมูกเรา ก็เติมกะทิลงไปนิดหน่อย ผัดให้เข้ากับพริกแกง จนแตกมันค่ะ 
  4. เอาเป็ดลงไปผัดเบาๆถ้าแห้งก็เติมกะทิอีกนิดหน่อยค่ะ ผัดสักพักให้เนื้อเป็ดดูดพริกแกงเข้าเนื้อดี ก็เติมกะทิลงไปหมดกล่องเลย ตั้งไฟพอดเือดเบาไฟเป็นไฟกลาง เคี่ยวเป็ดอีกสัก 2 นาที ระหว่างนี้เติมเกลือป่นไป 1/2 ช้อนชาค่ะ เกลือจะช่วยดึงความหวานจากกะทิออกมา
  5. เป็ดเปื่อยดี เติมน้ำสะอาดลงไป 1 กล่องกะทิ แล้วใส่มะเขือลงไป กดให้จมน้ำแกงดี พอมะเขือสุก ใส่มะเขือเทศกับสัปปะรดลงไป (จริงๆอยากให้เคี่ยวสัปปะรดก่อนใส่มะเขือเทศนะคะ ความเปรี้ยวจะออกมามากกว่า)  พอทุกอย่างสุก เบาไฟ ปรุงรสด้วยซุปก้อน 1 ก้อน กับซุปผงอีกสัก 1 ช้อนชา น้ำตาลมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ แล้วชิมดูค่ะ ให้ออกเผ็ด เค็ม หวานกับเปรี้ยวนิดๆ กลมกล่อม ได้แล้วก็เร่งไฟให้เดือดเข้าเนื้ออีก 1 นาที ใส่พริกและใบโหระพาลงไปแล้วปิดไฟทันที เสร็จพร้อมทานแล้วค่ะ
*สามารถใส่องุ่นเปรี้ยว/ลิ้นจี่ เพิ่มได้ค่ะ ถ้ายังไม่เปรี้ยว อาจเพิ่มน้ำมะขามเปียกนิดหน่อย รสเปรี้ยวจะลดความเลี่ยนของแกงค่ะ 

น่าทานไหม?


ถ้ามีบะหมี่หยกนะ สุดยอดเลย 
แต่วันนี้ด้วยความเป็นเด็กเส้นค่ะ เลยลวกเส้นมาม่า แล้วราดน้ำแกงชุ่มๆ สุดยอดไปเลย ไม่เชื่อต้องลองค่า
เวลาทานให้มีชิ้นเป็ด มะเขือและสัปปะรดใน1คำนะคะ เหมือนทานบาบีคิวยังไงยังงั้นเลยล่ะ



read more»
0 comments

ไข่พะโ้ล้ต้มโค้ก : Khai Palo (Sweet Pork and Egg Stew)





ไข่พะโ้ล้ต้มโค้ก
Khai Palo (Sweet Pork and Egg Stew)



       ไข่พะโล้ เมนูคุ้นเคย ที่ทำให้อร่อยก็ไม่ง่ายนะคะ ถ้าซื้อก็จะได้ไข่ 1 ฟอง หมู 2 ชิ้นเอง ทำเอง อยากทานไข่กี่ใบ หมูสักกิโล ก็ทำได้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ จนวันนี้ค่ะ สบโอกาส ไปเจอไข่พะโล้ต้มโค้กที่นี่มา  แถมที่บ้านก็มีโค้กติดบ้านประจำอีก แหม ลงตัวชะมัด มาค่ะ ลองทำดู ไม่ต้องซื้อสำเร็จสักวัน 
        ภาพที่ลงเป็นการทำรอบที่ 2 ค่ะ รอบแรกต้มไข่ลืมใส่เกลือ ปอกออกมาไม่สวยเลย พอทำรอบสองก็ดีขึ้น ใส่เต้าหู้  มีไข่ฟองเล็กๆด้วย และใช้หมูเนื้อแดงแทรกมันนิดหน่อยแทนหมูสามชั้น สุดท้ายกรองเอาเครื่องเทศทั้งหลายออกค่ะ ขยันจริงๆเรา ก็เลยได้อย่างที่เห็น รสชาติเค็มๆหวานๆผ่านค่ะสำหรับที่บ้าน อิอิ ข้อดีของการใช้โค้กคือ มันได้รสหวานที่ไม่ให้แคลอรี่ เท่าที่ทำเติมน้ำตาลทรายอีกนิดเดียวจริงๆ ค่ะ และวันนี้ไม่ได้ทำรูป 4p เหอๆ อดทนดูหน่อยนะคะ 



  • สูตร ไข่พะโล้ต้มโค้ก ดัดแปลงเล็กๆ


 ไข่ต้ม 3-4 ฟอง
 หมูสามชั้น 300 กรัม
 โค้กซีโร่ 1.25 ลิตร
 น้ำมันหอย 3 ช้อนโต๊ะ
 ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
 เกลือ 2 ช้อนชา
 ผงพะโล้ 2 ช้อนชา
 เครื่องพะโล้ เก๋ากี้เล็กน้อย(ถ้ามี)
 กระเทียมจีนปอกเปลือก 5 กลีบ
 พริกไทย 1 ช้อนชา
 รากผักชี 2-3 ราก
 น้ำมันพืช 2 ช้อนชา
 ซีอิ๊วดำ 1 ช้อนชา
 น้ำตาลปี๊บ/น้ำตาลทรายแดง 1/2 ช้อนโต๊ะ
 น้ำเปล่า พอประมาณ เอาไว้เติมขณะที่เคี่ยวหมูให้สุกนุ่ม




เริ่มต้นจากต้มไข่ให้แข็งเลยค่ะ 10 นาที วันนี้ทำ 4 ฟอง
แต่ลืมใส่เกลือ >< เลยปอกออกมาไม่สวยเลย




โขลกรากผักชี กระเทียม พริกไทย ให้ละเอียด


หน้าตาผงพะโล้ที่หาซื้อได้แถวบ้านค่ะ มีหลายยี่ห้อ แต่หน้าซองคล้ายกันหมดเลย



เริ่มจากตั้งหม้อ(หรือกระทะ) ใส่น้ำมันพืชลงไป รอให้ร้อน แล้วใส่เครื่องที่โขลกแล้วลงไปผัดให้หอม



ใส่หมูสามชั้นลงไป
(ควรหั่นหนาหน่่อยค่ะ วันนี้หั่นบางไป)



ผัดหมูทั่วแล้ว ใส่ผงพะโล้ลงไป


ใส่เครื่องปรุง (ถ้าไม่มั่นใจ อย่าเพิ่งเติมเกลือค่ะ)



ซีอ้วดำ อันนี้เติมนิดหน่อยก่อนนะคะ ถ้าสีไม่เข้มพอ ยังเติมทีหลังได้




ผัดเข้ากันแล้ว เทโค้กลงไป 2/3 ขวดก่อนค่ะ


ขอใส่เก๋ากี๋นิดนึง รู้มั๊ยค่ะว่าเก๊ากี๋ก็คือ Koji berry นั่นเอง



พอเดือดแล้ว ใส่ไข่ต้มปอกเปลือกและเต้าหู้ทอดลงไป
แล้วต้มไฟกลางไปเรื่อยๆให้เข้าเนื้อ คอยช้อนฟองออกด้วยค่ะ
หม้อนี้เป็นรูปการทำครั้งแรกค่ะ เข้มข้น เครื่องเทศลอยเต็มหม้อเลย



พอได้ที่แล้วก็ทานได้ค่ะ แต่ไข่พะโล้ ถ้าอุ่นข้ามวันจะอร่อยกว่าค่ะ


       มีข้อแนพนำสำหรับใครที่ไม่อยากยุ่งยากและอยากประหยัดเวลาใช้เครื่องพะโล้สำเร็จรูปนะคะ พอดีว่าได้คุยกับพี่ที่เขาเคยใช้ คือ ให้เติมน้ำน้อยกว่าหลังซองระบุค่ะ รสชาติจะกำลังดี ถ้าใส่ 1 ลิตรแบบที่ซองระบุไว้ รสชาติและสีจะอ่อนเกินไป และที่สำคัญที่สุด ต้องเอาผงพะโล้ในซองมาเติมน้ำนิดหน่อยแค่ข้นๆ หมักหมูกับไข่และถ้าใส่เต้าหู้ก็ต้องเอามาหมักทั้งหมด ไม่อย่างนั้นสีของไข่และเต้าหู้จะไม่เข้มเลย เรียกว่าอ่อนค่ะง่ายๆ ต่อให้ต้มจนน้ำลดไปมากก็ยังไม่เข้มอยู่ดี จะทำแบบในโฆษณาที่โยนทุกอย่างลงหม้อไม่ได้ค่ะ ต้องหมักหรือคลุกส่วนผสมทุกอย่างกับเครื่องพะโล้ให้ทั่วก่อนเท่านั้น เป็นทริกสำหรับทุกคนนะคะ
   ลาไปด้วยภาพนี้


read more»
0 comments

Homemade pizza

Homemade pizza
พิซซ่าฉบับบ้านๆหน้าเยอะๆ


      วันนี้ภูิมิใจนำเสนอ พิซซ่าหน้าเยอะค่ะ ครั้งแรกของการทำพิซซ่า แบบไม่ดูสภาพเตาอบ เอิ๊กๆ กล้าคิดก็กล้าลองอ่ะเนอะ จริงๆโปรเจคพิซซ่าเนี่ย ไม่เคยอยู่ในหัวหรอกค่ะ เพราะไม่สามารถหาถาดที่เข้าเตาง่อยๆของตัวเองได้นั่นแหละ แต่ก็จะมีเสียงเรียกร้องมาเนืองๆว่าทำไมไม่ทำพิซซ่าบ้างๆ ไอ้เราก็ผลัดไปเรื่อยๆ จนวันศุกร์ที่แล้ว พี่สาวซื้อพิซซ่ากลับมา (เย้ยกันว่างั้น555+) หม่ำกันเสร็จก็บอกมาว่า ทำอีกด้วยนะ แล้วชีก็จากไป อ้าวววววววววว
       ก็เลยไปหาสูตรแป้งพิซซ่ามา หาสูตรซอส หานั่นนี่มามั่วๆกัน รวมทั้งซื้อของ เชื่อไหมค่ะ ว่ามีชีสพิซซ่า หรือ Mozzarella cheese อยู่ในตู้เย็นแต่ลืมไปแล้วว่ามี ยังงงๆว่าเราซื้อมาตุนไว้ตอนไหน อุอุ  พอลงมือทำ โอ๊ย แป้งนวดยากอ่ะ ลงมือนวดกลางคืนด้วย นวดไปบ่นไป กรรมจริงๆ-*- สรุปได้ว่ารอบนี้พอรอดตัวค่ะ แป้งยังไม่อร่อยมากนักแต่ทานได้ ซอสยังเข้มข้นไม่พอ แต่หน้าที่โปะลงไปเนี่ย เยอะสะใจคนทานจริงๆ ถ้าทำอีกคงต้องโปะชีสหนักๆกว่านี้สักหน่อย คราวนี้มีชีสก้อนเดียว ไม่ได้ขูดเป็นฝอยด้วย ทำตั้ง6 ถาดเหลี่ยมๆ ก็เลยไม่พอ แล้วไม่มีเครื่องเทศด้วย มามะมาดูว่าพิซซ่าฉบับมั่วๆของบ้านนี้จะหน้าตาดูได้ไหมน้อ

ส่วนประกอบ

  • แป้งพิซซ่า Pizza dough)
แป้งสาลีเอนกประสงค์ 4 1/2 ถ้วยตวง
น้ำมันมะกอก (ไม่มีก็เลยใช้น้ำมันคาโนล่าค่ะ) 1/4 ถ้วยตวง
น้ำสะอาดเย็น 1 3/4 ถ้วยตวง
น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1 3/4 ช้อนชา
ยีสต์ 1 ช้อนชา


     เทแป้งและน้ำตาลลงอ่างผสมค่ะ ใช้ไม้พายคนผสมให้เข้ากัน แล้วเทเกลือไว้ข้างอ่าง ใช้ไม้พายทำหลุมตรงกลางแป้ง เทน้ำลงไป คนผสมให้แป้งซับน้ำดี เติมน้ำมันลงไป แล้วนวดผสมให้เนียนไม่ติดมือ โดที่ได้ค่อนข้างแฉะค่ะ นวดนานมาก แต่ไม่ได้เติมแป้งลงไปเพิ่ม พอได้แป้งแล้วก็พักในอ่างทาไขมันบางๆคลุมพลาสติก วางในที่อุ่นให้แป้งขึ้นนิดหน่อย(อันนี้คิดว่าช่วยทำให้แป้งติดมือลดลง) สัก 30 นาที แล้วนำมาแบ่งเป็น 2 ก้อนเท่าๆกัน ใส่ซองพลาสติกหรือถาดที่โรยแป้งบางๆไว้ เก็บเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา 1 คืน 




  • ซอสพิซซ่า(สามารถหาซื้อซอสสปาเกตตี้สำเร็จมาใช้แทนได้นะคะ)
มะเขือเทศ 2 ลูกใหญ่
หัวหอมใหญ่ 1 ลูก
ซอสมะเขือเทศ 1 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย/เกลือ/ออริกาโน(ไม่มีค่ะ)/น้ำมันพืช


     นำมะขือเทศไปต้มค่ะ พอเปลือกเริ่มมีรอยแตก เอาขึ้นมาวางพักให้เย็น แล้วลอกเปลือกทิ้งไป นำเนื้อมะสับๆละเอียดเท่าที่ชอบ ส่วนหัวหอมใหญ่ก็ปอกเปลือกซะแล้วสับๆๆๆ 


      ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชไป2 ช้อนโต๊ะ เอามะเขือเทศสับและหอมใหญ่สับลงผัดให้หอม เติมน้ำตาลทรายกับเกลือ และซอสมะเขือเทศให้ได้รสชาติตามชอบ วันนี้มีผงกระเทียมแข็งๆอยู่เลยใส่ไปด้วยค่ะ จริงๆถ้ามีออริกาโนนะจะหอมแบบอิตาเลี่ยนมากๆเลย เสียดายจัง ได้ซอสแล้วก็เก็บไว้ก่อนค่ะ ซอสนี้เอามาผัดสปาเกตตี้ได้นะคะ



  • หน้าพิซซ่า(ตามชอบเลยค่ะ)

เนื้อสัตว์ตามชอบ (วันนี้ใส่เบคอน,แฮม,ไส้กรอกชีส,ปูอัด)
เห็ดซอยบางๆ
พริกตุ้มเขียว แดง เหลือง หั่นเป็นชิ้นยาวๆบางๆ หรือจะซอยเป็นแว่นๆบางๆก็ได้
สัปปะรดหั่นบางๆ
หัวหอมใหญ่หั่นบางๆ
มะเขือเทศสไลด์เป็นแว่นบางๆ
Mozzarella cheese (ขูด)



     วอร์มเตา (500° F/260° C หรือความร้อนที่มากที่สุดเท่าที่ทำได้) นำแป้งออกมาวางในคลายเย็น 2 ชั่วโมงแล้วใช้ไม้คลึงแป้งให้บางเท่าที่ต้องการค่ะ ขั้นตอนนี้ใช้แป้งนวลเยอะเลย เพราะนวดยังไม่เนียนซะทีเดียว แล้วไม่ชอบแป้งบางค่ะ จัดซะหนา ฮ่าๆ แล้วอย่างที่บอกว่าถาดไม่มีค่ะ เลยทำเป็นสี่เหลี่ยมๆแทน  จากนั้นทาซอสลงไปทั่วๆ ทาไปเลยค่ะ ชอบมากน้อย กินเองจัดเต็มอ่ะ แล้วก็วางหน้าต่างๆลงไป ตรงนี้ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะคะ ที่ใส่หน้าเยอะๆ เพราะมันจะโดนซอสไม่ทั่วถึงค่ะ เอาพอดีๆไม่ซ้อนหลายๆชั้นดีกว่า  สุดท้ายคือโรยชีสลงไป พอดีไม่ได้ขูดชีสแต่หั่นเป็นแผ่นๆแทนก็เลยโปะได้เท่านี้เอง สังเกตรูปเริ่มมืดเพราะกว่าจะได้ทำทานเองก็มืดแล้วค่ะ มือเป็นระวิงทำไป 5 ถาดขนาดในภาพ แต่เป็นของบ้านน้าๆพี่หมดเลย เหนื่อยอ่า อบไปจนสุก ส่วนตัวใช้วิธีสังเกตขอบๆขนมปังค่ะว่าเหลืองเท่าที่ต้องการหรือยัง หน้าจะละลายแล้วเข้มๆหน่อยเป็นใช้ได้ ยกออกมา ตัดทานโลด

       กว่าจะได้ทาน หิวมาก ถ่ายมาได้แค่นี้เพราะมันมืด -*- ตัดให้ดูสักนิด อร่อยนะ เพราะทำเอง หน้าก็จัดเต็ม ง้ำๆๆๆๆ ถ้าให้ทำอีก จะใส่ชีสหนักๆค่ะ คราวนี้ยังไม่สะใจ เอิ๊กๆ



** สำหรับใครที่ไม่อยากนวดแป้ง ไม่มีเตาอบ แขมีวิธีทำพิซซ่าอีกแบบมาฝากค่ะ คือ ถ้าไม่ใช้แป้งพิซซ่าสำเร็จที่ซื้อได้ตามแมคโครหรือฟู๊ดแลนด์ ก็ใช้ขนมปังแผ่นแบบตัดขอบอ่ะค่ะ มาแผ่เรียงๆกันบนจานที่เข้าเวฟได้ แล้วกดให้แป้งมันแบนๆเท่าที่ทำได้ ทาซอสเว้นขอบๆไว้ด้วยนะคะ ขอบๆนี้ให้ทาด้วยไข่แดงที่ตีผสมกับนมนิดหน่อย พอเสร็จแล้วทุกอย่างก็แค่นำเข้าเวฟไฟแรงสุด สัก 2 นาทีก่อน แล้วเอาออกมาเช๊คดูว่าหน้่าสุกดีหรือยัง ถ้ายังก็เอาเข้าอีกครั้งละ 1 นาที เท่านี้เราก็มีพิซซ่าทานเองง่ายๆแล้ว จริงๆนะลองทำกันดูค่ะ หน้าพิซซ่าที่เหลือ แขก็ทำวิธีนี้แหละ

read more»
0 comments

แกงเผ็ดเป็ดย่าง

แกงเผ็ดเป็ด...พะโล้  :เวอร์ชั่นมั่วซั่วพอเอาตัวรอด
Red curry soup with roast duck


     มาอีกแล้วค่ะ เมนูมั่วๆแต่แอบดี อิอิ แกงนี้ทำไว้ตั้งแต่คืนวันศุกร์่ คืนจริงๆนะ ดูจากรูปได้มืดเชียว คือว่าเรื่องของเรื่อง น้าสาวเดินมาหาที่บ้านถามว่ารุ่งเช้าจะใส่บาตรกันไหม คุยไปคุยมา คือยังไม่มีของใส่บาตรเลย ทีแรกก็ว่าจะลุกไปซื้อตอนเช้ามืด แต่คุณแม่แซวว่าจะตื่นหรอ 555+ จริงด้วย ไม่ชอบตื่นเช้ามืดอ่า ขี้เกียจนั่นแหละประเด็น นั่งคิดไปคิดว่า อืม ทำไมเราไม่หุงข้าว ทำอาหารใส่บาตรเองล่ะ ทำตอน 3 ทุ่มเนี่ยแหละ แล้วก็พอดีว่าในตู้เย็นเคยเห็นเป็ดย่างครึ่งตัวนอนตากแอร์คู่กับเป็ดพะโล้นะ ของอย่างอื่นก็มีอยู่ แหมๆ ตักบาตรเองทั้งที(คือปกติจะซื้อหรือทำขนมฝากคุณยายใส่บาตรค่ะ) ก็จัดเต็มซะเลย แต่คุณแม่หนีไปนอนแล้ว เลยต้องลุยคนเดียว ไปรื้อๆค้นๆตู้เย็นได้ของอย่างอื่นมาครบละ แต่หาเป็ดไม่เจอ จ๊ากกกก  ปรากฏว่าคุณพ่อผู้น่ารักสับเป็ดย่างเลี้ยงหมาไปเฉยเลยค่ะ โหย โกรธอ่า นั่งโกรธอยู่ 5 นาที เอาฟะ ทำจากเป็ดพะโล้ก็ได้ ถ้าออกมาไม่ผ่านเก็บไว้กินเองตอนเช้าก็ยังไหว ชิชิ สุดท้ายก็โอเคอยู่นะ ใช้ได้เลย หน้าตาอย่างที่เห็นในรูปเนี่ยแหละค่ะ มืดมาก สีของรูปจะออกจ้าๆสว่างๆกว่าของจริงนิดหน่อยนะคะ ไป ไปดูครัวมั่วๆทำอาหารในบรรยากาศมืดๆกันเลย

 ส่วนประกอบ

เป็ดย่าง (ซึ่งเราใช้เป็ดพะโล้ เหอๆ) 1/2 ตัว
น้ำพริกแกงเผ็ด 2 ช้อนโต๊ะ
กะทิกล่อง (แนะนำยี่ห้ออร่อยดีค่ะ) / นมข้นจืด 1  1/2 กล่อง
มะเขือเปาะ 5 ผล
มะเขือเทศลูกเล็ก 7 ผล
สัปปะรดหวานอมเปรี้ยว 1 ชิ้น
พริกชี้ฟ้าเขียวแดง 5 เม็ด
ใบโหระพา 1 ต้นเด็ดเอาแต่ใบ
เกลือป่น/น้ำปลา/น้ำตาลมะพร้าว/ผงปรุงรสรสไก่
*สามารถใส่องุ่นเขียว/มะเขือพวงได้นะคะถ้าชอบ


       เริ่มจากสับเป็ดเป็นชิ้นๆหนาสัก 1 นิ้วกำลังดีค่ะ เลาะกระดูกออกไปเลี้ยงสมุนซะ  แล้วก็ล้างผักทุกอย่างพักให้สะเด็ดน้ำ มะเขือเทศเด็ดขั้วออกพักไว้ สัปปะรดหั่นเป็นชิ้นหนา 1 นิ้ว มะเขือเปาะผ่า4แชน้ำเกลือไว้ค่ะ


         ตั้งหม้อ ใส่กะทิ/นมข้นจืดลงไป 1/3ของกล่อง แล้วผัดกับน้ำพริกแกงเผ็ดให้หอม แตกมันดี ถ้าแห้งก็เติมกะทิอีกนิดหน่อยค่ะ พอกะทิแตกมันตามที่ชอบแล้ว ใส่เป็ดลงไปแล้วคลุกเคล้าเบาๆอย่าให้ชิ้นเละ  เติมกะทิลงไปหมดกล่องเลย กะให้ท่วมเป็ด ตามด้วยเกลือป่น 1/2 ช้อนชา ตั้งไฟพอเริ่มเดือด ใส่มะเขือเทศกับสัปปะรด   กดให้จมน้ำ เบาเป็นไฟกลาง สัก2 นาทีแล้ว  ใส่มะเขือลงไปรอให้ทุกอย่างสุกดี ช้อนฟองออก  ปรุงเพิ่มด้วยน้ำปลากับน้ำตาลค่ะ(ในรูปจะเห็นว่าเรียวผิดลำดับเนอะ เหอๆ มึน) รสชาติจะออก เผ็ด ตามด้วยเค็ม หวานนิดๆพอตัดรส เปรี้ยวนิดหน่อยจากผลไม้ที่ใส่เท่านั้น ถ้ารสชาติพอใจแล้วก็ใส่พริกกับใบโหระพาแล้วปิดไฟได้เลย 
        ตักมาถ่ายรูป ถ่ายยังไงก็มืดและเบลอ เอิ๊กๆ ง่วงด้วยแหละ ยุงก็กัด แถมงอนพ่ออีก หลายอารมณ์จริงๆ ตอนเช้าก็ให้คุณแม่ชิมแล้วเป็นผู้ตัดสินใจค่ะว่าจะเอาไปใส่บาตรดีมั๊ย กลัวว่าพระท่านฉันแล้วท้องเสีย เราจะบาป ฮ่าๆ แต่คุณแม่ให้ผ่านนะคะ ก็ตักไปใส่บาตรเกือบหมด ส่วนคุณพ่อนี่ ยังงอนต่อค่ะ มีคุณแม่งอนด้วย เรื่องเอาเป็ดย่างไปเลี้ยงหมาเนี่ยแหละ เรื่องใหญ่นะเนี่ย ฮึ่มๆ


read more»
0 comments

แกงเขียวหวานไก่ใส่ยอดมะพร้าว : Thai green curry with coconut shoots

แกงเขียวหวานไก่ใส่ยอดมะพร้าว
Thai green curry with coconut shoots



        ทานขนมจีนแกงเขียวหวานกันมั๊ยเอ่ย อร่อยๆน้า อิอิ วันนี้อยากหม่ำแกงเขียวหวานค่ะ จะลงแดงกับแกงกะทิอ่ะ ไม่ได้ทานมานานละ เลยจัดเต็มลงมือซื้อมาทำเอง 555+เป็นแกงเขียวหวานไก่ ใส่ยอดมะพร้าวค่ะ ยอดมะพร้าวใหม่ๆจะหวานกรอบอร่อย ไม่ง้อมะเขือเลยล่ะ ทานกับขนมจีนด้วย เข้ากั๊นเข้ากัน
        เคยทำแกงเขียวหวานมาบ่อยอยู่นะคะ แต่ใช้นมสดหรือนมข้นจืดตามความชอบของคนที่บ้าน พริกแกงก็ไม่ได้ตำเองหรอกค่ะ ไม่สามารถขนาดนั้น ความอร่อยมีแน่นอน (หลงตัวเอง ) แต่ความหอมมันมันไม่ได้อ่ะ แล้วมีวันนึงทำนเองชามเล็กๆคนเดียว ใช้กะทิที่เหลือจากทำวุ้นมะพร้าว  กะทิไม่พอค่ะ เลยจับนมข้นจืดใส่ไปด้วย ออกมาอร่อยมากอ่ะ ให้คุณแม่ชิม  คุณแม่เอ่ยปากชมเลย หลังจากนั้นมาเราก็ทำแบบผสม2อย่างด้วยกันตลอด จริงๆตรงนี้ใครใช้กะทิคั้นสดนะ จะอร่อยหวานตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ในเมื่อเรายังต้องพึ่งกะทิกล่องอยู่ บ้านเราก็คงต้องผสมแบบนี้ต่อไปค่ะ มามะมาช่วยกันทำแกงเขียวหวานกันเถอะ


ส่วนประกอบ

เนื้อไก่ส่วนที่ชอบ (ใช้ปีกบนไก่มาสับครึ่งค่ะ ชอบเนื้อติดกระดูก ) 400 กรัมหรือตามฐานะอ่ะ
ยอดมะพร้าวอ่อน 250-300 กรัม
พริกแกงเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะพูน
กะทิ UHT(แนะนำยี่ห้ออร่อยดีจะหอมมันกว่ายี่ห้ออื่น) 1 กล่อง 250 ml
นมข้นจืด 1 กระป๋องเล็ก 160 ml
ใบมะกรูด 5-6 ใบ
โหระพา 2 ต้น
พริกชี้ฟ้าเขียวแดง 5-7 เม็ด
น้ำตาลมะพร้าว/เกลือ/น้ำปลา/น้ำสะอาด/ซุปไก่ก้อน


     ล้างไก่และหั่นหรือสับเป็นชิ้นพอคำไว้ค่ะ ที่ใช้ปีกบนก็แค่สับแบ่งครึ่งค่ะ ชอบกินแกงเขียวหวานแบบไก่ติดกระดูกแบบนี้ มันเคี้ยวเพลินกว่า
     ยอดมะพร้าวส่วนใหญ่ที่เห็นก็จะขายแบบหั่นมาแล้วแบบนี้ค่ะ ล้างแล้วพักในตะแกรงโปร่งๆไว้ เวลาเลือกซื้อดูที่สีขาวนวลๆไม่ขาวจัด ยังสดไม่แห้งๆ เสี้ยนมะพร้าวน้อยๆนะคะ 
     ล้างและเด็ดใบโหระพา ฉีกใบมะกรูดและซอยพริกชี้ฟ้าเฉียงๆพักไว้ก่อน


     มาเริ่มผัดพริกแกงกันเลย เอาหม้อนั่นแหละค่ะ ตั้งไฟกลางๆไปทางอ่อน ใส่น้ำัมันพืชลงไป2ช้อนโต๊ะก็พอ เอาพริกแกงใส่ลงไปผัดยีๆให้กระจายตัว ผัดจนหอมฟุ้ง และสุกสีเข้มขึ้น ถ้าไม่สุกรสชาติจะเฝื่อนๆค่ะ ได้แล้วเขย่าๆกะทิ แล้วเติมลงไปสัก 1/3 ของกล่อง ผัดให้เข้ากับพริกแกง แล้วรอให้กะทิแตกมัน ดูดีๆนะคะว่ามันที่เห็นมาจากกะทิไม่ใช่น้ำมันที่เราผัด สังเกตจากตรงกะทิจะเดือดปุดๆมีมันลอยขึ้นมา นั่นล่ะค่ะ กะทิกล่องอาจใช้เวลานานหน่อย หมั่นคนด้วยเดี๋ยวก้นหม้อไหม้เอานะ  ถ้าแห้งก็เติมกะทิลงไปทีละน้อย พอกะทิแตกมันสมใจแล้ว เอาไก่ลงไปผัดให้เนื้อตึงๆดี  เติมกะทิที่เหลือลงไปหมดเลย แล้วเร่งไฟรอให้เือดค่ะ  กล่องกะทิอย่าเพิ่งทิ้ง เติมน้ำสะอาดลงไปเลยให้เต็มกล่อง เราจะใช้น้ำประมาณ 1-1  /1/2กล่องกะทิ แล้วแต่ว่าชอบน้ำข้นมากขนาดไหน
     พอเดือดแล้ว เบาเป็นไฟกลางค่อนมาทางอ่อน เคี่ยวให้ไก่สุกนิ่มดีก่อน ระหว่างนี้เติมนมลงไป เลย หมดกระป๋องนั่นแหละค่ะ บ้านนี้ชอบน้ำข้นสักหน่อยตามด้วยเกลือสัก 1 ช้อนชา (ถ้าพริกแกงใครออกเค็มแล้ว ลดเหลือ 1/2 ช้อนชานะคะ) พอไก่สุกดี เติมน้ำลงไปเลย  ใส่ยอดมะพร้าวลงไป กดให้จมน้ำแล้วเร่งไฟ รอเดือด ช้อนฟองทิ้ง (ใช้นมสดจะฟองมากนะคะ แต่ข้อควรระวังคืออย่าให้เดือดนานเกินไป นมจะแยกตัวจากน้ำ) ปรุงรสเพิ่มด้วยน้ำปลา ซุปไก่ 1 ก้อน แล้วก็น้ำตาลมะพร้าว (ใส่มากกว่าที่เห็นในรูปอีกนิดค่ะ กำลังดีสำหรับหม้อขนาดนี้) ให้ออกหวานนิดๆ เค็มเผ็ดๆพอดีกัน อย่าเค็มนำเพราะเราเติมน้ำปลาตอนทานเพิ่มได้ เค็มแล้วแก้ยากนะ หลังจากได้รสชาติที่ถูกใจก็ใส่พริก ใบมะกรูดลงไป นับ 1-20 ปิดไฟ ใส่ใบโหระพากดให้จมน้ำทั่ว วิธีนี้จะทำให้ผักไม่ดำจนสีไม่น่าทานค่ะ ตักทานได้เลย


     วันนี้ทานขนมจีนแกงเขียวหวาน กับหมูแดดเดียวทอด(ที่ทำไว้ในบล๊อกก่อน) เหลืออยู่นิดเดียวเอง รู้งี้ทำไว้สักกิโลเนอะ มันเข้ากับแกงเขียวหวานอย่างลงตัวที่สุด 


    รูปสีสดๆสักรูปนะ ปลื้มรสชาติที่ทำเองวันนี้มากๆเลยค่ะ หม่ำหายอยากกันไปข้าง ที่เ็ห็นหม้อโตๆเนี่ย วันเดียวหมดค่ะ คอนเฟริ์มว่าตัวเองก็ทำกับข้าวอร่อยเหมือนกันนะ อิอิ


read more»
0 comments

แกงเผ็ดไก่นมสด : Thai red curry

แกงเผ็ดไก่นมสด 
Thai red curry



      จานนี้ทำไว้นานแล้วค่ะ แต่ไม่ได้อัพบล๊อกสักที มัวแต่อัพของใหม่ๆอยู่ ของเก่าพวกนี้ใกล้จะเหม็นเปรี้ยวละ สังเกตได้จากโลโก้ในภาพยังเป็นชื่อบล๊อกเก่าอยู่เลย  ก็เลยทยอยมาอัพก่อนค่ะ เจ้าแกงเผ็ดหน้าตาจืดๆนี้ ไม่ได้ใช้กะทินะคะ ที่บ้านค่อนข้างไม่ชอบทานกะทิกันเท่าไร ก็เลยใช้นมข้นจืดมาทำ ความอร่อยเท่าๆกัน แต่อาจไม่หอมมันเท่าการใช้กะทิค่ะ  ข้อเสียอีกอย่างของการใช้นมสดกระป๋องแบบนี้คือจะไม่แตกมันมากนัก ใครไม่ชอบอาหารมันๆคงชอบค่ะ 

  ส่วนประกอบ


เนื่อไก่ส่วนที่ชอบ วันนี้ใช้สันในไก่ค่ะ 200 กรัม
มะเขือเปาะตามชอบ
กระชายซอยเล็กน้อย
เห็ดตามชอบ
พริกแกงเผ็ด
นมข้นจืด 1/2 กระป๋อง
ใบมะกรูด 3-4 ใบ (ใบโหระพาถ้ามีก็ใส่ด้วยนะคะ)
พริกขี้หนูเขียวแดง/น้ำปลา/น้ำตาลมะพร้าว/เกลือ/น้ำสะอาด



        ล้างเนื้อสัตว์และผักต่างๆ แล้วหั่นเนื่อไก่เป็นชิ้นพอดีคำพักไว้ ล้างเห็ดแล้วฉีกเป็นชิ้นพอดีคำ 1 ดอกแบ่งได้ประมาณ 2 ส่วนค่ะกำลังดี มะเขือให้ตัดขั้วทิ้งแล้วผ่า 4 ส่วนแช่น้ำเกลือไว้จะได้ไม่ดำ กระชายซอยล้างน้ำผ่านตะแกรงโปร่งๆแล้วพักไว้ค่ะ


        ตั้งหม้อค่ะ (เห็นหม้อในรูปนี้มาหลายเมนู อย่าเพิ่งงงนะคะว่าทำไมหน้าตาแปลกๆ ฮ่าๆ เป็นหม้อหุงข้าวเก่าค่ะ หม้อดีๆที่บ้านทำไหม้กันหมด ก็เลยไม่อยากเอามาใช้ละ ) แบ่งกะทิ/นมสดลงไปสักนิดหน่อย แล้วใส่เครื่องแกงลงไปผัดให้กระจายตัว (ในส่วนนี้รูปหานอ่า แงว-*-) พอกลิ่นพริกแกงหอมดี ก็เอาเนื้อไก่ลงผัดให้ทั่วพอเนื้อขาว แล้วเติมนมสดลงไปอีกสัก1/2กระป๋องค่ะ รอให้เดือด เบาไฟแล้วช้อนฟองทิ้ง เติมน้ำสะอาดลงไป2-3ทัพพีแกง ปล่อยให้เดือดอ่อนๆ ใส่มะเขือลงไป กดให้จมน้ำ ตามด้วยเกลือป่นอีก 1/4 ช้อนชา รอจนมะเขือสุกดี ใครชอบนิมๆอาจจะนานหน่อยนะคะ จากนั้นใส่กระชายซอยกับเห็ดลงไป เร่งไฟให้เดือดอ่อนๆ แล้วปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลมะพร้าว ชิมเอารสที่ชอบนะคะ อย่าติดหวานมาก ให้หวานนิดๆพอตัดรสกำลังดี พอได้รสชาติที่ชอบก็ฉีกใบมะกรูดลงไปเลย กดๆให้จมน้ำแกง นับ1-10 ปิดไฟ ตักเสริ์ฟค่ะ อ้อ ถ้าใส่ใบโหระพาก็ใส่ไปตอนปิดไฟเนี่ยแหละ ใบจะได้สลบเขียวกำลังดีไม่ดำค่ะ
         สุดท้ายได้มาหน้าตาแบบนี้ จะไม่มีมันลอยที่ผิวหน้าแกงนะคะ เราไม่ได้เคี่ยวให้นมแตกมัน แต่ใครชอบแบบนั้น ก่อนเติมน้ำลงไป ก็เบาไฟแล้วเคี่ยวให้แตกมันได้ค่ะ อาจนานหน่อย หรือบางคนเขาจะเอาพริกแกงเผ็ดมาผัดกับน้ำันก่อนด้วยนะ ซึ่งขอผ่านขั้นนั้นค่ะไม่ชอบแกงเผ็ดมันๆเท่าไร


        ทานแกงเผ็ดกับปลาสลิดทอด อร่อยสุดๆค่ะ ข้าวสวยร้อนๆ ปลาทอดกรอบๆเค็มๆ แกงเผ็ดกำลังอร่อย อื้ม อ้วนก็ยอมละงานนี้




read more»
0 comments

ฺBanana chiffon cake

Banana chiffon cake
Another version of banana recipe : very soft and fluffy little one


      ศึกพิชิตกล้วยมาอีกแล้วค่ะ เพื่อนเคยถามว่า แกจะทำเค้กกล้วยๆๆๆไปถึงไหน ก็แหม จะให้ทำอะไรล่ะที่ไม่ต้องลงทุนมากมายเกินไป ผลไม้ไทยๆบ้านๆก็จับมาทำเค้กหมดล่ะ ฝีมือยังต้องพัฒนาอีกเยอะ เตาก็ไม่ดี เครื่องตีก็ไม่มี จะให้ทำเค้กสตรอเบอร์รี่แต่งด้วยครีมเรอะ ไม่เอาอ่ะ แล้วตกลงจะกินไหมเนี่ย....กินดิ ฮ๋าๆ แล้วมาทำบ่นเรา
        เค้กกล้วยนี้จริงๆหาสูตรได้เยอะอยู่นะคะ มีทั้งแบบที่เป็นเค้กจริงๆนุ่มฟูแบบที่คนไทยคุ้นเค ไปยันชื่อเป็น breads แต่ไหงกลายเป็นเค้ก ซึ่งตามสูตรของฝรั่งก็จะเรียกว่า breads ค่ะ คงประมาณ quick breads ของเขา คือเนื้อจะแน่นๆหนักๆหน่อย ทำง่ายๆไม่กี่ขั้นตอนประมาณนั้น ตอนที่เริ่มหัดทำขนมแรก หาสูตรทำขนมปังกล้วยหอม ไปเจอเว็บฝรั่ง เล่นเอางงๆ ทำไมขนมปังไม่ใส่ยีสต์อ่ะ ทำไมตีเนยฟูๆด้วย เหอๆ กว่าจะเข้าใจ(ขึ้นมาบ้าง) ก็ต้องอ่านๆๆๆเยอะๆค่ะ  ส่วนวันนี้ได้สูตรมาจากหลังถุงแป้งค่ะ หลังถุงเขาเขียนไว้หลายสูตรนะเท่าที่เคยผ่านๆตา แต่ไม่เคยลงมือทำสักที พอดีประจวบเหมาะกับมีกล้วยง๊อมงอมอยู่ 1 หวีกับสะดุดคำว่าแยกตีไข่ขาวเนี่ยแหละ เอ๊ย เค้กกล้วยหอมแยกตีไข่ขาว ก็เป็นชิฟฟ่อนดิ น่าสนใจๆ เลยลงมือทำค่ะ เบื่อๆละเค้กกล้วยหอมเนื้อแน่นหนัก จัดเบาๆมาชิมดูสักทีดิ๊จะรอดไหม

ส่วนประกอบ

แป้งสาลีเอนกประสงค์ 180 กรัม
ไข่แดง 34 กรัม (ประมาณ 2 ฟองของไข่เบอร์ 1 ค่ะแต่พอดีมีเบอร์เล็กมาก ชั่งแล้วเลยใช้ 3 ฟอง))
ไข่ขาว 68 กรัม
น้ำตาลทราย(1) 200 กรัม - ลดเหลือ 180 กรัมค่ะคิดว่ากำลังดีนะ
น้ำตาลทราย(2) 30 กรัม
เกลือ 1/4 ช้อนชา
นมสด 54 กรัม
น้ำ 72 กรัม
น้ำมันพืช 180 กรัม(ใช้น้ำมันคาโนล่าค่ะ)
กล้วยหอมบด 190 กรัม
ผงฟู 1/2 ช้อนชา
เบกกิ้งโซดา 3/4 ช้อนชา
เกลือ 1/2 ช้อนชา
กลิ่นกล้วยหอม 3/4 ช้อนชา(ใส่กลิ่นวานิลลาค่ะ)
(เพิ่มครีมออฟทาร์ทา 1/2 ช้อนชาค่ะ ใครใช้เครื่องผสมไม่จำเป็นต้องใส่ก็ได้นะ)

            วอร์มเตาที่ 180 C ค่ะ
           วิธีการข้างถุงบอกไว้ว่า ร่อนแป้งกับผงฟูและเบกกิ้งโซดาลงในอ่าง เติมน้ำตาลทรายและเกลือป่นลงไป คนด้วยตะกร้อมือให้เข้ากัน เติมน้ำมันพืช กล้วยหอม นมสด น้ำ และ กลิ่นกล้วยหอมลงไป คนให้เข้ากัน แต่เราขอตีไข่แดงกับน้ำตาลให้เข้ากันสักหน่อยค่ะ แล้วเติมทุกอย่างลงไปแบบนี้


           ส่วนไข่ขาว ตีด้วยตะกร้อมือหรือเครื่องผสมให้พอเป็นฟองละเอียด เติมครีมออฟทาร์ทาลงไป 1/2 ช้อนชา (กลัวว่าตีด้วยตะกร้อมือจะไม่ขึ้นเลยขอตัวช่วยหน่อย) ตีจนเริ่มฟูขาว ใส่น้ำตาลทรายลงไป ตีต่อจนตั้งยอดอ่อนแบบ เฟริ์มพีคค่ะ 



         ได้แล้วแบ่งไปตะล่อมกับส่วนแรกเบาๆจนเข้ากันดี  ตักใส่พิมพ์ อบ 25-30นาทีขึ้นกับขนาดพิมพ์ค่ะ ที่ทำอบไป 14 นาทีเอง เตามันแรง อิอิ(จริงๆคือตั้งไฟไม่ได้นั่นแหละ แหม)



     พออบออกมาแฟบค่ะ เศร้า --* ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ใครทราบบอกหน่อย แต่ถ้าเป็นเรื่องอุณหภูมิก็ลองทั้งลดทั้งเพิ่มเวลาแล้วยังแฟบอยู่ดี เฮ้อๆ เกือบถอดใจแหนะ ได้มาทั้งหมด 12 ถ้วย ขันข้าวขนาดก้น 10 cm ค่ะ ใส่แบทเทอร์ไปแค่ขอบกระดาษ ออกมาสูงมาอีกติ๊ดเดียว แต่ตอนอยู่ในเตาสูงเกือบปากถ้วยแหนะ ทำไมหนอ ทำไม ขอบๆสีไม่สม่ำเสมอเลยพอลอกกระดาษออกมา


    แต่ว่าเนื้อนุ่มเบามากเลยค่ะ สมเป็นชิฟฟ่อน อาจเพราะโครงสร้างไม่แข็งแรงล่ะมั้งจึงยุบแฟบลงมา


       เนื้อเบาจริงๆค่ะ ถือแล้วจะหักเอา ชิมแล้วหวานกำลังดีเลย แต่ก็ขึ้นกับกล้วยที่ใช้ด้วยว่างอมขนาดไหนเนอะ หอมอร่อยดี นุ่มละลายในปากเลยค่ะ แนะนำๆ


      ไม่รู้จะจัดภาพยังไงอ่ะ วางมัน2ถ้วย เอาใบไม้ใกล้ๆมาวาง แชะๆๆ เอิ๊กๆ ขำตัวเอง เค้กก็ไม่สวย รูปก็ไม่งาม อ๊ากกกกกกก


       และนี่คือเฉลยค่ะ ว่าใช้กล้วยอะไร แต่นแต้น กล้วยน้ำว้าค่ะ อิอิ งอมทั้งหวีไม่อยากทิ้งอ่ะ สิ่งที่กล้วยน้ำว้าต่างจากกล้วยหอมอย่างชัดเจนคือ เนื้อกล้วยหอมจะเบากว่าไม่แน่นเหมือนกล้วยน้ำว้า กลิ่นกล้วยน้ำว้าจะแรงกว่า และ เส้นใยกล้วยจะมากกว่าค่ะ นี่คือสาเหตุหนึ่งที่ขนมไม่ค่อยเห็นเส้นใยเหมือนเค้กกล้วยหอมทั่วไป แต่ยืนยันว่าถ้าไม่นับหน้าตา แล้วถูกใจมากเลย เบาอร่อยและหวานกำลังดี เป็นทางเลือกสำหรับ Banana lover ที่อยากทานอะไรเบาๆ ขัดกับเนื้อกล้วยที่หนักและแน่นค่ะ ทานกับกาแฟเข้ากั๊น เข้ากันแหละ

           






read more»
0 comments
.
Morningglory Khae. ขับเคลื่อนโดย Blogger.