ยำไก่ฉีก : Shredded chicken spicy salad



ยำไก่ฉีก 
 Shredded chicken spicy salad



         ยำไก่ฉีก ที่ทำให้คนทำนึกไปถึงยำหัวปลี แบบที่ใส่พริกเผาและไก่ฉีก ความจริงถ้าไม่นับหัวปลี ทุกอย่างเหมือนกันหมดเลยนะคะ พอพูดถึงหัวปลีก็ชักอยากทานแล้วสิ ><" แต่กล้วยที่บ้านไม่มีกอใหม่โตเลย ต้นเก่าๆก็ไว้ใช้ใบเท่านั้นเอง เฮ้อ พูดไปไหนแล้วอ่า กลับมาทำยำไก่ฉีกแบบมั่วๆกันดีกว่าเนอะ


ส่วนประกอบ

อกไก่ 200-250 กรัม
หอมแดงซอย 2หัวขนาดกลาง
ใบมะกรูดหั่นฝอย 1-2 ช้อนโต๊ะ
ใบสะระแหน่ 10 กรัม
น้ำพริกเผา 
น้ำมะขามเปียกเข้มข้น
น้ำมะนาว
น้ำตาล
กะทิ
น้ำปลา


         ไก่ที่เหมาะจะทำยำแบบนี้ ควรเป็นอกไก่ค่ะ เพราะเนื้อจะแห้ง แต่ปกติที่บ้านจะไม่ซื้ออกไก่ติดไว้ ก็มีแต่สันในไก่ หรือใครมีไก่ย่างเหลือก็นำมาทำได้นะ นำเนิ้อไก่ล้างให้สะอาดแล้วนำไปต้มจนสุกเกือบแข็งหน่อย จัดการฉีกตามทิศของเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆใส่ชามรอไว้ จากนั้นซอยหอมแดงบางๆ ซอยใบมะกรูด ล้างใบสะระแหน่ (พอดีไม่มีก็เลยใส่ผักชีแทนค่ะ) แล้วไปผสมน้ำยำกัน สัดส่วนนี่บอกไม่ถูกจริงๆค่ะ เพราะขึ้นกับรสชาติของน้ำพริกเผา น้ำมะขามเปียกและน้ำปลาจริงๆ เอาเป็นว่าผสมทีละน้อยแล้วชิมจะดีกว่า ตัวพริกเผาให้ตักน้ำมันพริกเผาใส่ไปนิดหน่อยด้วย ยำแล้วจะสีสวย ถ้าไม่เผ็ดพอให้เติมพริกป่นได้ค่ะ ที่ทำขนาดใช้พริกเผาแบบเผ็ดมากตั้ง2ช้อนโต๊ะแ้วนะ ยังเติมพริกป่นอีกเกือบครึ่งช้อนโต๊ะ  รสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียกจะให้เปรี้ยวกลมกล่อม ถ้าชอบเปรี้ยวแหลมหน่อยก็บีบมะนาวลงไป แต่หลักๆใช้เป็นน้ำมะขามเปียกจะอร่อยกว่าค่ะ พอได้รสชาติที่ชอบแล้ว เติมกะทิลงไปสัก2ช้อนโต๊ะ คนๆให้เข้ากัน ความอร่อยจะกลมกล่อมขึ้นมาเลยแหละตอนนี้ เทน้ำยำลงคลุกเคล้ากับส่วนผสมอื่นๆ คลุกให้เข้ากัน จัดลงจานเป็นอันเสร็จ


สนใจทำดูบ้างไหมค่ะ เหมาะกับคอเบียร์มากๆเลยล่ะเมนูนี้

read more»
0 comments

บะหมี่ไก่ตุ๋น : Noodle soup with chicken stew

บะหมี่ไก่ตุ๋น
Noodle soup with chicken stew



        ขอนำเสนอบะหมี่ไก่ตุ๋นโฮมเมดฉบับจัดเต็ม (เต็มไม่เต็มก็เกือบล้นชามล่ะ) อาหารประเภทก๋วยเตี๊ยว ของประจำวันอาทิตย์ของที่บ้านค่ะ ฝีมือคุณแม่ ปกติที่บ้านเราวันอาทิตย์จะทำก๋วยเตี๊ยวกันหม้อโตๆแล้วแบ่งในหมู่ญาติพี่น้องกันเสมอๆ บางครั้งสนุกๆคนเยอะๆก็โขลกเครื่องทำขนมจีน ทำบาบีคิว หรือสุกี้แล้วรวมตัวกินไปคุยไป สานสัมพันธ์ในหมู่ญาติพี่น้อง

        และวันนี้ก็มีบะหมี่ไก่ตุ๋นแสนอร่อยจากปลายจวักคุณแม่คนเก่งของแขมาให้ชิมกันค่ะ จะนับเวลาก็ตั้งแต่น้ำท่วมเลยนะ ที่เราไม่ได้ทานบะหมี่ทำเองเลย ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าทำเส้นบะหมี่เองนะ แต่หมายถึงบะหมี่น้ำแบบนี้ พอเช้านี้ตื่นมาได้กลิ่นซุปไก่ โหย ต่อมหิวทำงานหนักเลยค่ะ แต่กว่าจะได้ิน โดนคุรแม่หยิกไปหลายทีเลย ท่านบอกว่ารอก่อน รอให้เปื่อยก่อน ไอ้เราก็หิวแล้วเนอะ เฝ้าหน้าเตาเลย ฮ่าๆ แต่สมที่รอคอยนะคะ อร่อย นุ่มเปื่อย หวานน้ำซุป ปลื้มอ่ะ ฝีมือใครก็ไม่เท่าคุณแม่แล้วไม่งั้นลูกสาวคุณแม่จะกลมได้ขนาดนี้หรอ  รักคุณแม่ที่ซู๊ด


  • ส่วนประกอบสำหรับน้ำซุป
น่องไก่และส่วนต่างๆเช่นปีกไก่  500 กรัม
เลือดไก่ 300 กรัม
น้ำสะอาด 2 ลิตร
รากผักชี 5 รากขนาดใหญ่บุบเล็กน้อย
กระเทียม 5 กลีบใหญ่
ซุปไก่ก้อน 2 ก้อน
พริกไทยเม็ด,เกลือป่น,เก๋ากี้,ซีอิ้วขาว,น้ำตาลทราย

  • ส่วนของก๋วยเตี๊ยวและผัก
บะหมี่หยก(บะหมี่ไข่) 1 ก้อน/ชาม
ผักกาดหอม
ต้นหอมและผักชี
ถั่วงอก
กระเทียมเจียว
เครื่องปรุงรส (พริกป่น,น้ำส้มสายชู,น้ำตาลทราย,พริกไทยป่น,น้ำปลา)


     สัดส่วนเครื่องปรุงไม่ได้บอกนะคะ เพราะไม่อยากเซ้าซี้คุณแม่ตอนทำกับข้าว กลัวตะหลิวบินมาเฉาะหัว อิอิ เอาเป็นว่าปรุงรสตามชอบเลย แต่อย่าเค็ม เพราะเราจะปรุงรสเพิ่มได้ตอนทาน
      เริ่มจากสับแบ่งน่องไก่เป็นท่อนๆแบบนี้ (ถ่ายไปหลบไป กลัวมีดหลุดมือคุณแม่ปักเข้าหน้าผาก ) แล้วล้างให้สะอาด ใส่หม้อ ส่วนเลือดไก่ ให้ล้างและหั่นเป็นชิ้นๆพอคำ นำไปต้มทิ้งในน้ำใส่เกลือให้เดือดจัดก่อนสัก1รอบ ขจัดกลิ่นคาวและทำให้อร่อยขึ้น(หรือเปล่าหว่า เห็นคุณแม่ทำแต่ลืมถาม)  เทน้ำลงไปให้พอที่จะทำน้ำซุป ใส่รากผักชี กระเทียม พริกไทยเม็ด เก๋ากี้ (อีกชื่อคือโกจิเบอร์รี่นั่นเอง ท่องไว้ค่ะ กินแล้วสวยๆ ฮ่าๆ) ซุปก้อนและ เกลือป่นลงไป ตั้งให้เดือดทั่ว เบาไฟ ช้อนฟอง ตุ๋นจนเปื่อยนิ่มดี ปรุงรสตามชอบ


      ล้างถั่วงอกเอาเปลือกออกให้หมด ล้างผักกาดหอม เด็ดออกเป็นใบๆหั่นเป็นชิ้นๆ พักไว้ ตำพริกแดงทำน้ำส้มสายชู ส่วนกระเทียมเจียวนี่ซื้อมาค่ะ


อันนี้มีทั้งบะหมี่เหลืองและบะหมี่หยกค่ะ เลือกยี่ห้อดีๆหน่อย
เส้นจะเหนียวนุ่มไม่เละง่าย 


       พอจะทาน ให้รองชามด้วยถั่วงอก แล้วจัดการนำบะหมี่มาสรงแบบขยุ้มเบาๆให้กระจายตัว ใส่ในที่ลวก ล้างน้ำสะอาดให้แป้งออกให้หมด นำลงลวกในน้ำเดือดจนสุกลอย ราดน้ำเย็นจัดลงไปแล้วนำมาลวกในน้ำร้อนซ้ำอีก 10 วินาที (จะทำให้เส้นเหนียวนุ่ม ใช้ได้ทั้งเส้นเล็กและเส้นหมี่เลยนะคะวิธีนี้) จัดลงชาม วางด้วยผักกาดหอม(ไม่ต้องลวกนะคะ ลวกแล้วจะดำค่ะ)  แล้วตักน้ำซุปราดลงไป โรยผักชีต้นหอมเล็กน้อย เติมกระเทียมเจียวไร้มันอีกหน่อย 
ทานได้เลยค่ะ 


อั้มๆๆๆๆๆๆๆๆ

เต็มชามขนาดนี้ไม่ได้ทานเองนะคะ ตักไปให้บ้านน้าสาวค่ะ 2 คน 1ชามโตๆ อิ่มยันเย็นอ่ะ
read more»
0 comments

Banana ,Nut And Chocolate Chip Cookies




Banana ,Nut And Chocolate Chip Cookies
คุกกี้กล้วยหอมแสนอร่อย




       จากบล๊อกที่แล้วได้ผิดหวังกับเค้กกล้วยหอมไป แต่เรายังไม่หมดหวังต่อแผนการแปรรูปกล้วยหอมงอมๆหรอกค่ะ พลาดจากเค้ก เราขอกู้หน้าด้วยคุกกี้ อิอิ ปกติแล้วจะไม่ค่อยกล้าทำคุกกี้เท่าไรหรอกนะคะ รับสภาพเตาและข้อจำกัดต่างๆได้ เคยลองทำมาบ้างบางอย่าง เช่น Oatmeal Raisin cookies ,คุกกี้สิงค์โปร์หรือคุกกี้นม ก็ออกมาอร่อยแหละ แต่หน้าตาไม่ค่อยงาม เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่วันนี้ขอค่ะ ขอลองทำคุกกี้อีกครั้งเพราะต้นแบบทำไว้ดูดีมากค่ะ   ส่วนแขน่ะหรอ ทำไปก็ลุ้นระทึกไปว่าเราจะตีเนยด้วยตะกร้อมือได้ฟูพอไหมนะ เตาเราจะทำคุกกี้แบนเป็นกระดาษไหมนะ โอ๊ย สารพัดจะกังวล หลังจากอบชุดแรกเสร็จมา 5 ชิ้น เอ๊ย ไม่แบนมาก สีพอดูได้ แต่รสชาตินี่สิค่ะ เลิศอ่ะ ใครชอบคุกกี้นิ่มขอแนะนำเลยนะคะ รสชาติของกล้วยผสานกับถั่วและช๊อกโกแลตชิป อืม อร่อยจริงจัง สุดท้ายเจ้า 5 ชิ้น(เท่าฝาบ้าน)นั้นก็ลงไปนอนเรียงกันในท้องแขคนเดียวเลยแหละ (ได้ข่าวว่าลดความอ้วนอยู่นะจ๊ะ --*) อยากให้ลองทำค่ะ สำหรับใครที่มีเครื่องผสมและเตาอบพร้อม ไม่ควรพลาด จะมัวทานแต่เค้กกล้วยหอมอยู่ทำไม ถ้าเรามีคุกกี้กล้วยหอมแสนอร่อย ลุยยย



ส่วนประกอบ

เนยเค็มนิ่ม  225  กรัม
แป้งสาลีเอนกประสงค์  370 กรัม
น้ำตาลทรายป่น 270 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 140 กรัม
เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา
Vanilla Extract 1 ช้อนชา
ไข่ไก่ 1 ฟอง
กล้วยบดละเอียด  180  กรัม
ถั่ว(เม็ดมะม่วงหิมพานต์สับหยาบ)  170 กรัม
ช๊อกโกแลตชิป 114 กรัม

     อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ170°C รอไว้

ผสม แป้ง, เบกกิ้งโซดา, และ เกลือ คนให้เข้าด้วยที่ตีไข่ ในชามใบเล็กๆแล้วร่อน 1 รอบ แล้วพักไว้

      ตีน้ำตาลทั้งสองชนิดให้เข้ากันกับเนยไม่ต้องฟูแบบทำเค้ก เพราะจะทำให้คุกกี้แบนค่ะ ตีแค่น้ำตาลกระจายเข้ากับเนยทั่วดี ฟูเล็กน้อย แล้วใส่ไข่ผสมให้เข้ากัน ใส่กล้วยหอมบดลงไป และvanilla extract ตีด้วยความเร็วปานกลาง จนเข้ากันดี

     ใส่แป้งที่ร่อนแล้ว ขอแบ่งใส่ทีละครึ่งนะคะ พอผสมแป้งจนเข้ากับส่วนอื่นเนียนดีเราก็ใส่ ใส่ช็อคโกแลตชิพ และถั่วลงไปเลย ผสมให้เข้ากันแต่อย่านาน แล้วนำไปแช่ตู้เย็นค่ะ เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้คุกกี้ไม่แบนลงมากเวลานำเข้าอบ 



        พอจะอบให้ ตักคุกกี้ประมาณก้อนละ 1 ช้อนโต๊ะ วางลงในถาดที่ไม่ต้องทาเนยให้ห่างกันสัก 1 1/2 นิ้ว-2 นิ้ว



        นำเข้าอบประมาณ 15-16 นาที หรือจนสีเหลืองสวย(อบไป 14 นาทีเอง) พอสุกแล้วให้ใช้ไม้พายแซะออกจากถาดอบมาพักบนตะแกรงอย่างเบามือ รอให้คุกกี้เย็นตัวลงหน่อย จะแข็งตัวดีกว่าอบใหม่ๆ แล้วเก็บใส่โหลที่มีฝาปิดสนิทค่ะ 



ขอจัดวางแบบพิมพ์นิยมสักนิดนะ แสงไม่ให้แต่ใจรักจะทำ คิคิ
ภาพดูขาดๆเกินๆสีโทนแดงเหลืองแปลกๆบอกไม่ถูก ถือว่าต้อนรับวาเลนไทน์แล้วกันนะคะ^^




read more»
0 comments

เค้กกล้วยหอมสูตรไม่ปลื้ม






เค้กกล้วยหอมนึ่ง สูตรไม่ปลื้ม
หน้าตาดี แต่กินไม่ได้ ฮ่าๆ


       ถึงคราวกำจัดกล้วยหอมงอมๆ ก็คงไม่พ้นทำเค้กล่ะค่ะ จริงๆในบล๊อกลงไว้หลายครั้งแล้วเรื่องเค้กกล้วยหอม ทั้งอบทั้งนึ่ง แล้วปกติเวลาทำจะทำแบบนึ่งเพราะทำได้ครั้งละมากกว่าแบบอบ เนื่องจากความเล็กของเตา นี่ค่ะหน้าตากล้วยหอม เก็บไว้ตั้งแต่ตรุษจีน มาวันนี้เปลือกยังแกะยากอยู่เลย ทั้งที่เนื้อจะเละแล้ว 

        ครั้งนี้ก็ยังเลือกจะทำแบบนึ่งอีก แต่อยากลองสูตรใส่เนยบ้าง เพราะสูตรเดิมใส่น้ำมัน ว่าแล้วก็จัดการค้นๆสูตร ไปเจอสูตรหนึ่งใส่เนย ใส่น้ำตาล2ชนิด แถมใส่โยเกริ์ตอีก อืม คล้ายกับสูตรกล้วยหอมโยเกริ์ตสูตรโปรดที่ทำบ่อยๆ ก็ตกลงปลงใจทำสูตรนี้ แต่ผลหน่ะสิค่ะ เนื้อขนมขาว ทั้งที่บดกล้วยไว้นานมาก และมีน้ำตาลทรายแดง ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เนื้อแน่นหนัก หนักน้อยกว่าขนมกล้วยไทยๆนิดหน่อย อันนี้โทษตัวเองค่ะว่าประโคมกล้วยไปเยอะเกินแน่ๆ สุดท้ายมาตายซ้ำด้วยความหวานจับจิตจับใจของมัแหละ สรุปว่าไม่ปลื้มเอาซะเลย ทั้งที่หน้าตา โดยรวมแล้วใช้ได้อยู่นะ หน้าฟูแตกทุกชิ้น แต่สวยแค่รูปแบบนี้ไม่ไหวค่ะไม่ไหว ลาขาดกับนเนี่ยสูตรนี้แน่ๆ ครั้งต่อไปจะรักสูตรใส่น้ำมันเหนียวแน่นไม่นอกใจแล้วล่ะ

ไม่ขอลงสูตรนะคะ แต่ก็อยากอัพบล๊อก ฮ่าๆ

     ตอนทำก็ไม่ได้เหม่อ เพียงแค่ใช้ตะกร้อมือ เอ๊ะ หรือเค้กเนยจะทำด้วยตะกร้อมือไม่ได้หว่า


                                      เนื้อขนมดูเหมือนเบา แต่จริงๆหนักและค่อนข้างแน่นเลย

ปัญหาอีกข้อที่พบคืด เจ้าพิมพ์ขนมเล็กๆสีชมพูที่คว่ำแบบในรูปเห็นไหมค่ะ มันคือพิมพ์เคลือบแว๊ก ที่คงรูปเข้าอบได้โดยไม่ต้องรองด้วยพิมพ์อลูมิเนียม แถมขนมไม่ติดพิมพ์อีก แต่ค่ะแต่ ขนมสุกช้ากว่าพิพม์อื่นๆ ในเวลาเท่าๆกัน ทั้งที่ขนาดเล็กกว่า จากการที่ทำ จะพบว่าหน้าด้านบนปกติดี แต่ถ้าแกะขนมออกจากพิมพ์จะพบว่าส่วนก้นตรงกลางยังแฉะอยู่ ขนมจะคาพิมพ์ตรงนั้นตรงเดียว

ดูหน้าตาค่ะ แตกสวยเลย สวยกว่าปุยฝ้ายอีกนะเนี่ย อย่าทำเป็นเล่นไป ก๊ากก



ตกลงวันนี้ทำขนมแจกสมุนค่ะ ไม่อยากให้ใครชิม เฮ้ออออ
read more»
0 comments

ตุ๋นกระหล่ำปลีกับซี่โครงอ่อนและเห็ดหอม : Cabbage stew with shiitake mushroom


ตุ๋นกระหล่ำปลีกับซี่โครงอ่อนและเห็ดหอม
Cabbage stew with shiitake mushroom




     มีอาหารเพื่อสุขภาพแสนอร่อยมาฝากค่ะ ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยเหมือนกันค่ะว่าจะทำออกมาแล้วถูกปากทั้งคนที่บ้านและบ้านของน้าๆ พอได้รับคำชมแล้วตัวลอยยย อิอิ จริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละบ้านทานแบบไหนรสใดมากกว่าจริงไหมค่ะ
      ตอนทานเจ คุณแม่เคยซื้อตุ๋นกระหล่ำปลีมาจากร้านดังร้านนึงแถวบ้าน มีแต่กระหล่ำจริงๆค่ะ เละด้วย เละขนาดที่ว่า ช้อนแตะนิดเดียวพร้อมจะยุ่ยออกมาเลย แถมหวานซะจนกลืนไม่ลงอีก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมขายได้ พอมาทำทานเองก็เลยให้หวานน้อยๆกลมกล่อมดีกว่า กว่าจะได้แบบนี้ก็ชิมแล้วชิมอีกจนพุงกาง แต่ถ้าไม่ชิมดูจะโปรเกินค่ะ เพราะทำกับข้าวทีไรไม่ค่อยจะชั่งจะตวงกับเขาหรอก อาศัยกะๆคะเนจากการทำบ่อยๆ เอาล่ะ บ่นซะยาว มาดูกันค่ะว่าที่โม้ๆไปหน่ะ จะดูอร่อยแต่ตาอ๊ะเปล่า




    ส่วนประกอบ

กระหล่ำปลี 1 หัวใหญ่
ซี่โครงอ่อนหมู 400-500 กรัม
เห็ดหอม 10 ดอกเล็ก
พริกแดง 4-5 เม็ด
รากผักชี 3 ราก
กระเทียม 2 กลีบใหญ่
พริกไทยเม็ด 1 ช้อนชา
น้ำสะอาด 1 1/2 ลิตรโดยประมาณ


      ล้างซี่โครงอ่อนให้สะอาด แล้วหมักด้วยสามเกลอตำละเอียด(รากผักชี+กระเทียม+พริกไทย) เติมผงรสหมู 1 ช้อนชาพูน น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1/2 ช้อนชา น้ำตาล 1 ช้อนชา พริกไทยป่นนิดหน่อย คลุกเคล้าให้เกลือและน้ำตาลละลายเข้าเนื้อ หมักไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 30 นาทีค่ะ

   
      มาที่กระหล่ำปลีค่ะ เลือกหัวแน่นๆใหญ่หน่อย ถ้ากาบข้างนอกแก่มากจนจะร่วงก็เด็ดทิ้งไป ล้างน้ำตัดโคนแข็งดำๆออก แล้วผ่า4ส่วน เฉือนแกนแข็งๆออกบ้างบางส่วน ไม่ถึงกับหมดนะคะ ให้เหลือพอจะยึดใบไว้ด้วย เวลาตุ๋นจะได้เป็นชิ้นเป็นอันไม่กระจายลอยเต็มหม้อซะก่อน ได้แล้วล้างอีกสักรอบพักไว้ ไป



   ต่อไปเราจะผัดซี่โครงกันก่อนค่ะ ใครจะลงหม้อตุ๋นเลยก็ได้ แต่ส่วนตัวว่าผัดก่อนจะดึงกลิ่นหอมของสามเกลอออกมาดีกว่า แต่จะเรียกผัดก็ไม่เชิงเนอะ ทอดก็ไม่ใช่ขนาดนั้น คือเราจะเอาซี่โครงที่หมักได้ที่แล้ว มาผัดในหม้อด้วยน้ำมันเล็กน้อย (จะแยกผัดในกระทะก่อนใส่หม้อก็ได้นะ แต่แบบขี้เกียจล้างกระทะอ่ะค่ะ อิอิ) ผัดจนผิวด้านนอกขาวแต่ไม่ถึงกับว่าหมูสุกทั้งชิ้นนะคะ แค่ผิวตึงๆทั่วดี ก็เทน้ำลงหม้อไปเลยกะให้ท่วมกระหล่ำปลีด้วย น้ำนี่แบ่งมาล้างชามที่เราหมักหมูใส่ไปด้วยค่ะ เสียดาย
      
    แล้วจัดการใส่กระหล่ำปลีลงไป กดให้จมน้ำ ตามด้วยเห็ดหอมที่แช่น้ำนิ่มแล้ว (เทน้ำแช่เห็ดหอมลงไปด้วยค่ะ หวานดี) และพริก จริงๆพริกจะไม่ใส่ก็ได้นะ แต่แขชอบให้น้ำซุปมีรสเผ็ดและเปรี้ยวจากพริกแก้เลี่ยนนิดๆ มีเสน่ห์ดีค่ะ ใส่ไปทั้งเม็ดไม่ต้องทุบหรือหั่นนะก็จะไม่เผ็ด พอน้ำเดือด เบาไฟ ช้อนฟองออก(ตรงนี้ช้อนน้ำมันที่ลอยหน้าออกไปด้วยค่ะ) น้ำมันจากการผัดหมูจะเคลือบผิวนอกของกระหล่ำปลีไว้ ทำให้เงาสวยน่าทานค่ะ ปรุงรสเบื้องต้นด้วยเกลือ 2 ช้อนชา น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ ซอสแม๊กกี้ 1 ช้อนโต๊ะ ซุปหมูก้อน 1 ก้อน ซุปผง 2 ช้อนชาพูน (ที่ทำใส่ไปประมาณนี้ค่ะ คิดว่ากำลังดี) แต่อย่าเพิ่งใส่น้ำตาลนะคะ น้ำตาลจะไปรัดผักทำให้ไม่เปื่อย  ตุ๋นไปเรื่อยๆประมาณ 1 ชั่วโมงจนกระหล่ำเปื่อยดีแต่ไม่เละลุ่ย ชิมรสดูอีกครั้ง แล้วเติมน้ำตาลค่ะ วันนี้ใช้น้ำผึ้งดอกลำใยแทน ใส่ไป 2 ช้อนโต๊ะได้ รสชาติจะกลมกล่อม หวานนิดๆ เค็มพอดีๆ 


       ก่อนจะทานให้แบ่งส่วนก้านของผักชีใส่หม้อลงไปบางส่วน กลิ่นน้ำซุปจะหอมมากเลย ตุ๋นให้ก้านผักชีสีคล้ำลงเล็กน้อย แล้วปิดไฟ ตักใส่ถ้วยแต่งด้วยผักชี ทานได้แล้วล่ะค่ะ 


อร่อยจริงๆนะ ปลื้มมากเลยครั้งนี้ ตั้งใจว่าจะซื้อมะระมาตุ๋นแบบนี้อีกสักหม้อ ทำคล้ายกันเลยค่ะ แต่ให้หวานน้อยกว่า แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว 

read more»
0 comments

Blueberry Cheese Pie In Cup




 Blueberry Cheese Pie In Cup
บลูเบอร์รี่ชีสพาย


          หนึ่งในขนมไม่ใช้้เตาอบที่คนหัดทำขนมหลายๆคนเลือกจะฝึกปรือวิทยายุทธ แต่แขคนนึงล่ะค่ะที่กว่าจะลงมือทำเจ้านี่ก็ผ่านการทำขนมเพื่ออบในเตาง่อยๆของตัวเองมาเกือบ 10 อย่างแล้ว ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม แล้วอยู่ๆวันนึงพี่สาวลูกพี่ลูกน้อง ก็เดินมาบ้านค่ะ มาถามว่าทำชีสพายเป็นไหม อยากกิน ไอ้เราก็นึกๆ ทำหน่ะไม่ยากแน่เพราะไม่ใช้เตาอบ แต่ของเรามีไหมหว่า นึกไปนึกมา ไม่รู้ว่าลาภปากคุณพี่สาวหรือยังไง ของมีทุกอย่างเลยอ่ะ โอ้ว ก็เลยทำค่ะ แต่ไม่ได้ทำเป็นชิ้นๆหรอกนะคะ ไม่อยากเพิ่มน้ำหนักน่ะสิ ขอทำน้อยๆใส่แก้ว กินพอหายอยากดีกว่า แจกไป 3 บ้าน คนละแก้ว กินน้อยๆจะได้อร่อยและหมดไม่เสียของ ฮ่าๆ 
   แล้วเจ้าสูตร Blueberry Cheese Pie เนี่ย มีเยอะมาก หาได้ง่ายๆในเน็ตค่ะ ส่วนผสมไม่กี่อย่าง เน้นว่าให้รสชาติถูกปากเราเป็นพอ เลือกๆดู ก็ขอเอาแบบแม่สลิ่มละกัน คนอะไร ทำขนมเก่งแถมอธิบายละเอียดด้วย ปลื้มจริงจังค่ะ


 * ส่วนประกอบ *


ส่วนครัสต์

แครกเกอร์หรือโอริโอ 200 กรัม
เนยจืดละลาย 100 กรัม


          ปาดครีมออกแล้วบดแครกเกอร์ให้ละเอียดค่ะ แต่วันนี้เราไม่ได้กรุลงถาด ก็เลยบดพอแหลก เพราะตั้งใจว่าจะไม่อัดแน่น ใส่แก้วอัดแน่นแล้วทานยากอ่ะ ได้แครกเกอร์แล้ว เทเนยละลายลงไป ตรงนี้ถ้าจะใส่เกลือต้องแน่ใจว่าแครกเกอร์เราไม่เค็มนะคะ คลุกด้วยช้อนให้เป็นเหมือนทรายเปียกๆหน่อย คือถ้าเราจับขึ้นมาบีบเบาๆ มันจะสามารถเกาะกันเป็นก้อนเหมือนเวลาก่อกองทรายที่ทะเล ไม่ใช่ร่วงแยกออกจากกัน แบบนั้นให้เติมเนยละลายเพิ่มค่ะ ได้แล้วตักใส่แก้วหรือถาดพายกรุให้แน่น แต่เราใส่แก้วเลยขอกดด้วยช้อนเบาๆพอ เสร็จแล้วยกไปแช่เย็นสัก 1/2 ชั่วโมง (ใครจะอบก็ได้นะ )

ส่วนครีมชีส

ครีมชีสฟิลาเดลเฟีย 150 กรัม
นมข้นหวาน 150 กรัม
เนยจืด 50 กรัม
โยเกริ์ตรสธรรมชาติ 60 กรัม
เจลาติน 1 ช้อนชา
น้ำสะอาด 1  1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
วิปปิ้งครีมเย็น  60 มิลลิลิตร


    

       เทน้ำใส่ถ้วย โปรยเจลาตินลงไป คนๆ รอ10นาทีให้เจลาตินอิ่มตัวดี เอาเข้าเวฟไฟกลาง1 นาที เอาออกมาคนๆ แล้วดูว่าเจลาตินละลายน้ำหมดหรือยัง ถ้ายังไม่ละลายก็เข้าอีก 1 นาที ถ้าเจลาตินละลาย จะไม่เป็นก้อน ได้แล้ววางพักให้อุ่นๆค่ะ นำครีมชีสที่อุณหภูมิห้องมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆใส่อ่าง ตีด้วยตะกร้อมือจนเนียนไม่เป็นเม็ด ถ้าครีมชีสใครไม่คลายเย็น จะไม่เนียนนะคะ ให้เอาอ่างไปวางซ้อนบนหม้อหรือกระทะที่ต้มน้ำร้อนแบบไม่เดือดไว้แต่ก้นอ่างของเราต้องไม่เปียกน้ำนะ วางลงไปให้ปิดปากหม้อใบล่าง แล้วตีต่อไป ความร้อนจะทำให้เนียนขึ้นในเวลาไม่นานค่ะ เนียนแล้วเติมนมข้นหวานลงไป คนๆให้เข้ากันดี เติมน้ำมะนาว และเติมโยเกริ์ตคนให้เข้ากันแล้วชิมดูค่ะ ขาดเหลือยังไงก็เติมตามใจชอบเลย  เสร็จแล้วใส่เจลาติน ใช้ตะกร้อมือผสมให้เข้ากันดี พักไว้ก่อน เอาวิปปิ้งครีมมาตีให้ฟู แล้วแบ่งผสมเบาๆมือลงไปในครีมชีส เนียนเข้ากันดีแล้ว ราดลงบนครัสต์ที่เราทำไว้ เคาะเบาๆให้เรียบดี แร๊ปด้วยพลาสติก เอาเข้าแช่เย็นค่ะ 2 ชั่วโมงหรือจนกว่าจะทานนั่นแหละ
      เวลาเสริ์ฟก็เอาบลูเบอรรี่ฟิลลิ่งสำเร็จมาราดด้านบน มากน้อยตามชอบ วันนี้ราดแค่นี้แหละค่ะ เปลือง ก๊ากกกกกก  แต่ของพี่ๆใส่เยอะกว่านี้นะคะเลยครึ่งแก้ว รักษาภาพพจน์ อิอิ


ลองทำดูค่ะ อร่อยและง่าย เสียเวลาตอนรอให้ครีมชีสเซ็ตตัว ไม่มีเตาอบก็มีขนมอร่อยๆทานได้นะ




read more»
0 comments

ต้มจืดกระดูกหมูกับผักกาดดอง : Pickled lettuce soup with spare rips

ต้มจืดกระดูกหมูกับผักกาดดอง
Pickled lettuce soup with spare rips


          มีต้มจืดมาฝากอีกแล้วค่ะ วันนี้เป็นต้มจืดผักกาดดองใส่กระดูกอ่อนหมู ของโปรดอีกละ      อิอิ    โปรดทุกอย่างอ่ะ ถึงอ้วนเป็นหมูไง ... และที่เหมือนเคยอีกเรื่องก็คือ ไม่ได้คิดเองหรอกค่ะ แต่วัตถุดิบมันบังคับ ครั้นจะเอาผักกาดดองมาผัดไข่ก็กลัวคนทานจะเบื่อซะก่อน เพราะวันก่อนโน้นเพิ่งจะทำแหนมผัดไข่ไปเอง ทำเป็นต้มจืดแบบนี้ก็พอดีกับผัดกระเพราไก่ที่จะทำวันนี้ด้วย ลงตัวไปมั๊ยน้า มีของเผ็ดก็มีน้ำซุปไว้ซด เอิ๊กๆ เริ่มยาวแล้วค่ะ ไปทำเลยดีกว่านะ


          ส่วนประกอบ

  • ผักกาดดอง 2 ต้อน(350กรัม)หรือผักกาดดองกระป๋อง 3 กระป๋อง
  • กระดูกอ่อนหมู 400-500 กรัม
  • รากผักชี 2 ราก
  • กระเทียม1กลีบใหญ่
  • เกลือป่น 1 ช้อนชาพูน
  • น้ำสะอาด 500 มล.
  • ซุปก้อน 2 ก้อน
  • น้ำปลา,พริกไทยป่น
  • ผักชีโรยหน้า 1 ช่อ
            จัดการกับกระดูกอ่อนก่อนค่ะ นำมาล้างให้หมดคาวเลือดและสิ่งสกปรก ใครอยากขยำเกลือก็ได้นะ ได้แล้วจับลงหม้อค่ะ ใส่รากผักชี กระเทียมลงไป เทน้ำใส่แล้วยกขึ้นตั้งไฟ ใส่เกลือป่น ตั้งไฟจนเดือด เบาไฟ ช้อนฟองออก  เคี่ยวไฟอ่อนไปก่อนสัก20-30นาที จะได้เปื่อยพอดีกับผัก



              นำผักกาดดองมาหั่นเป็นชิ้นๆพอคำ ถ้าเป็นผักกาดดองกระป๋องก็หั่นแบ่งสัก 2- 4ส่วนค่ะ แต่กรณีมาเป็นต้นแบบนี้ ให้หั่นกึ่งๆแล่ คือ เอียงมีดเกือบแนบกับเขียงแล้วสไลด์ผัก จะทำให้บางดีกว่าหั่นไปตรงๆ คุณแม่ทำแบบนี้ก็เลยทำตามมาตลอด ได้แล้วเอาใส่กระชอนโปร่งๆ ใส่เกลือป่นลงไป ขยำๆให้ทั่วค่ะ ลดความเปรี้ยวเค็มของผักออก ขึ้นกับว่าผักกาดดองที่ซื้อมารสชาติไหนนะคะ ถ้าเป็นผักกระป๋องจะติดหวานก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย ขยำไปแรงๆไม่ต้องกลัวผักเจ็บค่ะ ทำสักรอบนึงแล้วเปิดน้ำล้างเกลือออก เอาไปลวกในน้ำเดือดจัดอีก3นาที ก่อนสะเด็ดขึ้นมาใส่หม้อที่ตุ๋นกระดูกหมูไว้ค่ะ ใช้ทัพพีกดๆให้จมน้ำ เร่งไฟให้เดือดแล้วช้อนฟองออก ใส่ซุปก้อนลงไป ชิมดู อาจเติมเกลือเพิ่มก็ได้ค่ะ หรือจะรอเติมน้ำปลาภายหลังก็ได้อีกนั่นแหละ  ตุ๋นไฟอ่อนน้ำจะได้ใส ตุ๋นไปจนทั้งหมูและผักนิ่มดี หมั่นช้อนฟองปรุงรสอีกครั้ง ตอนนี้ความเปรี้ยวจากผักจะออกมาเพิ่มด้วยค่ะ ถ้าเปรี้ยวไปให้เติมน้ำตาลได้ แต่อย่าเยอะเดี๋ยวรสชาติเพี้ยน

             
ได้ที่แล้วโรยพริกไทยป่นลงไปสักหน่อย ซดแล้วจะคล่องคอขึ้น ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย โรยผักชีเป็นอันเสร็จค่ะ




read more»
1 comments
.
Morningglory Khae. ขับเคลื่อนโดย Blogger.